Wednesday, July 18, 2012

สรุปข่าวเศรษฐกิจรอบโลก 19 กค 55

ภาวะตลาดหุ้นประจำวันที่ 18 ก.ค. 

ดัชนี-ตลาด ปิดที่ระดับ เปลี่ยนแปลง 

ดาวโจนส์-ตลาดหุ้นนิวยอร์ค 12,908.70 + 103.16 
FTSE-ตลาดหุ้นลอนดอน 5,685.77 + 56.68 
DAX-ตลาดหุ้นเยอรมนี 6,684.42 + 106.78 
CAC-40-ตลาดหุ้นฝรั่งเศส 3,235.40 + 58.43 
คอมโพสิต-ตลาดหุ้นมะนิลา 5,220.55 - 64.57 
เวทเต็ด-ตลาดหุ้นไต้หวัน 7,049.05 - 77.95 
S&P/ASX-ตลาดหุ้นออสเตรเลีย 4,123.60 - 17.20 
นิกเกอิ-ตลาดหุ้นโตเกียว 8,726.74 - 28.26 
คอมโพสิต-ตลาดหุ้นโซล 1,794.91 - 27.05 
ฮั่งเส็ง-ตลาดหุ้นฮ่องกง 19,239.88 - 215.45 
คอมโพสิต-ตลาดหุ้นมาเลเซีย 1,645.00 + 5.85 
FTSE STI-ตลาดหุ้นสิงคโปร์ 3,071.21 + 2.41 
คอมโพสิต-ตลาดหุ้นจาการ์ตา 4,081.63 + 0.91 
SET-ตลาดหุ้นไทย 1,220.14 - 4.07 
SET-50-ตลาดหุ้นไทย 846.80 - 4.64 
SET-100-ตลาดหุ้นไทย 1,841.53 - 8.66 

ราคาพันธบัตรปิดบวก -- ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปิดพุ่งขึ้นในวันพุธ ขณะที่ความ 
วิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และวิกฤติหนี้ยูโรโซนได้บดบังข้อมูลการเริ่มต้นสร้างบ้าน 
ที่เพิ่มขึ้นมากเกินคาด และผลประกอบการที่น่าพอใจของภาคเอกชน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทน 
พันธบัตรอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีปิดบวก 09/32 
สู่ระดับ 102-16/32 โดยมีผลตอบแทน 1.477% และราคาพันธบัตรอายุ 30 ปีปิดเพิ่มขึ้น 
16/32 สู่ระดับ 108-22/32 โดยมีผลตอบแทน 2.581% 

ความเห็น"เมอร์เคล"ถ่วงยูโรร่วง -- ยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักส่วนใหญ่ 
ในวันพุธหลังความเห็นของนางแองเจลา เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่ระบุในรายงานข่าว 
ได้เพิ่มความวิตกเกี่ยวกับอนาคตของยูโรโซน และส่งผลกระทบต่อนักลงทุนที่ความวิตกอยู่แล้ว 
เกี่ยวกับแนวโน้มของยูโร ทั้งนี้ ดอลลาร์อยู่ที่ 78.770 เยน เทียบกับระดับปิดตลาดวันอังคารที่ 
79.040 เยน ส่วนยูโรอยู่ที่ 1.2275 ดอลลาร์และ 96.670 เยน เทียบกับ ระดับปิดตลาดวัน 
อังคารที่ 1.2293 ดอลลาร์และ 97.200 เยน 

เหตุขัดแย้งตอ.กลางหนุนน้ำมันดิบปรับขึ้น 0.7%-- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า 
NYMEX ปรับขึ้นเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน ในวันพุธ และขึ้นไปแตะจุดสูงสุดรอบ 7 สัปดาห์ที่ 90.04 
ดอลลาร์ในระหว่างวัน โดยได้รับแรงหนุนจากเหตุการณ์รุนแรงในซีเรีย, ความขัดแย้งเรื่อง 
อิหร่าน และการที่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่าเฟดไม่ 
ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนส.ค. 
ปรับขึ้น 65 เซนต์ หรือ 0.7 % มาปิดตลาดที่ 89.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

กังวลหนี้ยูโรโซนกดราคาทองร่วงลง -- ราคาทองสปอตที่ตลาดสหรัฐร่วงลง 7.44 
ดอลลาร์ หรือ 0.5% สู่ 1,575.45 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วงท้ายตลาดวันพุธ โดยได้รับแรงกดดัน 
จากความกังวลเรื่องวิกฤติหนี้ยุโรป และการคาดการณ์ที่ว่าสหรัฐจะไม่ดำเนินมาตรการกระตุ้น 
เศรษฐกิจในเร็วๆนี้ ทั้งนี้ ราคาทองส่งมอบเดือนส.ค.ที่ตลาด COMEX ปิดร่วงลง 18.70 ดอล 
ลาร์ ที่ 1,570.80 ดอลลาร์/ออนซ์ และราคาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.ปิดร่วงลง 22.10 
เซนต์ ที่ 27.095 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนที่ตลาด NYMEX ราคาพลาตินั่มส่งมอบเดือนต.ค.ปิดร่วงลง 
16.50 ดอลลาร์ ที่ 1,404.20 ดอลลาร์/ออนซ์ และราคาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดลดลง 
5.80 ดอลลาร์ ที่ 577.55 ดอลลาร์/ออนซ์


SET:ปัจจัยจับตาการลงทุนวันนี้ ดาวโจนส์ปิดบวก-ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น 


ต่างประเทศ
*ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับขึ้นในวันพุธ โดยดัชนี S&P 500 แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่
นเดือนพ.ค. ส่วนดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวก 0.81% ขณะที่การเปิดเผยผลกำไรจากบริษัท
อินเทล และฮันนีเวลล์ ช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับการลดลงของผลประกอบการ
*นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) กล่าวย้ำในการแถลงต่อรัฐสภาว่า
เฟดยืนยันที่จะดำเนินการกับภาวะเศรษฐกิจหากจำเป็น ขณะที่รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ
หรือ Beige Book บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญความยากลำบาก
*วานนี้ ตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปรับตัวขึ้นลงแตกต่างกัน หลังนักลงทุนลด
การคาดหวังที่ว่า เฟดจะออกมาตรการกระตุ้นทางการเงิน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยและ
ฟิลิปปินส์ อ่อนตัวลง ส่วนสิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ปิดบวก
*ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดวานนี้ ปรับขึ้น 65 เซนต์
หรือ 0.7% ปิดที่ 89.87 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากเหตุการณ์รุนแรง
ในซีเรีย, ความขัดแย้งเรื่องอิหร่าน และการที่นายเบอร์นันเก้ กล่าวว่าเฟดไม่ได้
คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอย
*ดัชนีค่าระวางเรือ(Baltic Dry Index) ปิดวานนี้ ลบ 19 จุด หรือ 1.74% สู่ระดับ
1074 โดยระดับสูงสุดของปีนี้อยู่ที่ 1624 และระดับต่ำสุดของปีนี้อยู่ที่ 647
*กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านพุ่งขึ้น 6.9% สู่ 7.6 แสน
ยูนิตในมิ.ย.ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี นับตั้งแต่ต.ค. 2008 และการ
อนุญาตก่อสร้างร่วงลง 3.7% สู่ 7.55 แสนยูนิตในเดือนมิ.ย.
*ธนาคารกลางสเปน เปิดเผยว่า หนี้เสียในภาคธนาคารของสเปนเพิ่มขึ้น สู่ระดับ
8.95% ของพอร์ทสินเชื่อธนาคารในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน
เม.ย.1994 และเพิ่มขึ้นจาก 8.72% ในเดือนเม.ย.

เศรษฐกิจทั่วไป

*คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมัน
เชื้อเพลิงสำหรับแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ในอัตรา 40 สต./ลิตร และสำหรับน้ำมัน
ดีเซล ปรับลดลงในอัตรา 50 สต./ลิตร ท่ามกลางราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์
ที่สูงขึ้น
*"กิตติรัตน์"ยืนยันเศรษฐกิจไทย ยังมีเสถียรภาพและน่าสนใจในสายตาของนักลงทุน
ต่างชาติ แม้มีวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป เห็นได้จากการที่นักลงทุนต่างชาติ ยังเข้ามา
ลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรของไทย ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
*เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุฐานะโบรกเกอร์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)
ของไทยมีความแข็งแกร่ง สามารถรองรับวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปได้
*รองผู้ว่ากทม.เผยว่า ขณะนี้ได้สั่งปิดโรงเรียนใน กทม.แล้ว 22 แห่ง และปิดบาง
ห้องเรียนอีก 12 แห่ง เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ หลังพบเด็กนักเรียนป่วยด้วยโรค
มือเท้าปาก แต่สถานการณ์ทั่วไปของโรคไม่รุนแรง และไม่ถือเป็นโรคระบาด
*นักเศรษฐศาสตร์ไทย เชื่อสหรัฐมีโอกาสออก "คิวอี 3" หากเศรษฐกิจยุโรปเลวร้ายลง
เหตุเฟดหวั่นสหรัฐทรุดตาม ด้านเบอร์นันเก้ชี้เศรษฐกิจแย่ลง คาดจีดีพีปีนี้โต
ไม่เกิน 2% แต่ยังไม่ส่งสัญญาณชัดใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ(นสพ.กรุงเทพธุรกิจ)
*วสท.ชี้ทีโออาร์น้ำกำกวม-เอื้อต่างชาติ แนะรัฐตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษา
กบอ. จัดทำทีโออาร์ให้รอบคอบ พร้อมยืดระยะเวลาจัดทำข้อเสนอ ศึกษาผลกระทบรอบด้าน
ฟังความเห็นประชาชน ป้องกันการคัดค้าน จี้กำหนดให้บริษัทไทยเป็นแกนนำ พร้อม
วางเกณฑ์ตัดสินให้รัดกุม เหตุข้อเสนอแต่ละรายมีความหลากหลาย ป้องกันปัญหา
ฟ้องร้อง (นสพ.กรุงเทพธุรกิจ)
*รมช.คลัง กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ เตรียมเสนอครม. พิจารณาอนุมัติขอเพิ่มวงเงินกู้
ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน)จากธปท. 1.4 หมื่นลบ. ให้ธอส. นำไปปล่อยกู้ให้ผู้ประสบ
ภัยน้ำท่วม(นสพ.โพสต์ทูเดย์)
*นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส (ประจำประเทศไทย) ธนาคารโลก ระบุเศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัว
ช้าลงต่อเนื่องอีกหลายปี จากผลกระทบวิกฤตหนี้ยุโรป ซึ่งจะรุนแรงและใช้เวลา
ฟื้นตัวช้ากว่าวิกฤตการเงินสหรัฐที่ใช้เวลากว่า 5 ปี เศรษฐกิจโลกถึงฟื้นตัว
คาดการณ์ว่า ปีนี้เศรษฐกิจโลกโตแค่ 2.5% จากปีก่อนที่โต 2.7% และปีหน้าโต 3%
ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้ น่าจะโต 4.5% และปีหน้าจะโต 5% (นสพ.มติชน)

การเมือง
*"พล.อ.ยุทธศักดิ์"รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เผยว่า หน่วยข่าวได้แจ้งเตือน
ล่วงหน้าแล้วว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ อาจก่อเหตุรุนแรง
ในช่วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนถือศีลอดของชาวไทยมุสลิม ที่จะเริ่มปลายสัปดาห์นี้
*"อุกฤษ" เสนอคว่ำร่างรธน.วาระ 3 หวั่นหากเดินหน้าต่อ เป็นชนวนให้บ้านเมือง
วุ่นวายไม่จบสิ้น พร้อมให้ทำประชามติ 2 ครั้ง ยึดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 เป็น
แม่แบบปรับปรุง ชี้ใช้งบน้อยกว่าตั้งส.ส.ร. (นสพ.กรุงเทพธุรกิจ)


SET:คาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวผันผวน โบรกฯมองมีทั้งปัจจัยบวกและลบต่อตลาด 


*นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ คาดหุ้นไทยวันนี้จะแกว่งตัวผันผวน โดนภาคเช้า 
หุ้นไทยน่าจะปรับขึ้น ตามแรงหนุนจากภายนอก และกำไรของแบงก์ออกมา 
ดีกว่าคาด แต่ก็มีปัจจัยลบในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และบมจ.ปตท.สำรวจและ 
ผลิตปิโตรเลียม ที่ตลาดกังวลเรื่องอาจต้องเพิ่มทุน
*ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับขึ้นในวันพุธ โดยดัชนี S&P 500 แตะระดับสูงสุดนับ
ตั้งแต่เดือนพ.ค. ส่วนดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวก 0.81% ขณะที่การเปิดเผย
ผลกำไรจากบริษัทอินเทล และฮันนีเวลล์ ช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับการ
ลดลงของผลประกอบการ
*นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) กล่าวย้ำในการ
แถลงต่อรัฐสภาว่า เฟดยืนยันที่จะดำเนินการกับภาวะเศรษฐกิจหากจำเป็น
ขณะที่รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจ
สหรัฐยังคงเผชิญความยากลำบาก
*ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดวานนี้ ปรับขึ้น
65 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 89.87 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้รับแรงหนุน
จากเหตุการณ์รุนแรงในซีเรีย, ความขัดแย้งเรื่องอิหร่าน และการที่นายเบอร์
นันเก้ กล่าวว่าเฟดไม่ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอย
*วันพุธต่างชาติ ขายสุทธิ 437.91 ลบ.จากวันอังคาร ซื้อสุทธิ 640.28 ลบ.
*เช้านี้บาท/ดอลลาร์ อยู่ที่ 31.63/66 จากเมื่อวันพุธ อยู่ที่ 31.73/78
*นักวิเคราะห์มองแนวรับที่ 1,215 ส่วนแนวต้านที่ 1,230 จุด

"ตลาดวันนี้คงผันผวน น่าจะขึ้นไปก่อน แล้วมาปรับลงทีหลัง จากแรงขายทำกำไร
เพราะมีทั้งปัจจัยหนุน และปัจจัยที่เป็นลบ"นายเกียรติก้อง เดโช นักกลยุทธ์ บล.ซีไอเอ็มบี
(ประเทศไทย) กล่าว
เขา มองว่า ตลาดหุ้นไทยอาจปรับขึ้นได้ในภาคเช้า ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ
รวมทั้งปัจจัยบวกจากกลุ่มแบงก์ หลังจากที่ธ.กสิกรไทย ประกาศผลประกอบการ
ไตรมาส 2/55 กำไรออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
อย่างไรก็ตาม มองว่า การเก็งกำไรหุ้นกลุ่มแบงก์อาจไม่ได้คึกคักมาก เนื่องจาก
ราคาหุ้นปรับขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่เชื่อว่ายังจะมีแรงขายหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีอยู่
จากความกังวล เรื่องที่ภาครัฐอาจเก็บภาษีสรรพสามิต รวมถึงความกังวล กรณีที่ PTTEP
อาจต้องเพิ่มทุนด้วย

ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ 


*ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันพุธ ปิดลบ 4.07 จุด หรือ 0.33% มาที่ 1,220.14
ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 28,129.99 ล้านบาท
*ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เมื่อวันพุธ ปิดบวก 103.16 จุด หรือ 0.81% มาที่
12,908.70 และดัชนีแนสแดค ปิดบวก 32.56 จุด หรือ 1.12% มาที่ 2,942.60
*ตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ ส่วนใหญ่บวก โดยตลาดหุ้นสิงคโปร์ บวก 0.51%,
เกาหลีใต้ บวก 1.52%, ไต้หวัน บวก 0.92%, ฮ่องกง บวก 1.14% และ
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น บวก 0.69%

จับตาหุ้น 


*BAY Q2/55 กำไรสุทธิเพิ่มเป็น 3.7 พันลบ.
*KBANK Q2/55 กำไรสุทธิ เพิ่มเป็น 9.37 พันลบ.
*TUF คาดยอดขาย Q2/55 ดีกว่างวดปีก่อน, วิกฤติยุโรปไม่กระทบ
*TMI คาดผลประกอบการปีนี้ โตมากจากปีก่อน,รุกโมเดิร์นเทรดที่ขยายตัว
*THAI เผยเคบิน แฟคเตอร์ในมิ.ย.อยู่ที่ 75.5% เพิ่มจากงวดปีก่อน

No comments:

Post a Comment