ภาวะตลาดหุ้นประจำวันที่ 16 ก.ค.
ดัชนี-ตลาด ปิดที่ระดับ เปลี่ยนแปลง
ดาวโจนส์-ตลาดหุ้นนิวยอร์ค 12,727.21 - 49.88
FTSE-ตลาดหุ้นลอนดอน 5,662.43 - 3.70
DAX-ตลาดหุ้นเยอรมนี 6,565.72 + 8.62
CAC-40-ตลาดหุ้นฝรั่งเศส 3,179.90 - 0.91
คอมโพสิต-ตลาดหุ้นมะนิลา 5,297.99 + 83.47
เวทเต็ด-ตลาดหุ้นไต้หวัน 7,090.04 - 14.23
S&P/ASX-ตลาดหุ้นออสเตรเลีย 4,105.10 + 22.80
นิกเกอิ-ตลาดหุ้นโตเกียว ตลาดปิดทำการ
คอมโพสิต-ตลาดหุ้นโซล 1,817.79 + 4.90
ฮั่งเส็ง-ตลาดหุ้นฮ่องกง 19,121.34 + 28.71
คอมโพสิต-ตลาดหุ้นมาเลเซีย 1,635.96 + 9.58
FTSE STI-ตลาดหุ้นสิงคโปร์ 2,998.75 + 3.19
คอมโพสิต-ตลาดหุ้นจาการ์ตา 4,047.46 + 27.79
SET-ตลาดหุ้นไทย 1,214.25 + 3.96
SET-50-ตลาดหุ้นไทย 843.80 + 2.21
SET-100-ตลาดหุ้นไทย 1,834.47 + 6.58
ราคาพันธบัตรปิดบวก -- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงแตะ
ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในวันจันทร์ หลังจากข้อมูลยอดค้าปลีกที่ลดลงผิดคาดของสหรัฐเป็น
หลักฐานล่าสุดที่แสดงถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งหนุนการคาดการณ์ว่าจะมีมาตรการกระตุ้น
ใหม่จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทั้งนี้ ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีปิดบวก 07/32 สู่ระดับ
102-19/32 โดยมีผลตอบแทน 1.467% และราคาพันธบัตรอายุ 30 ปีปิดเพิ่มขึ้น 14/32 สู่ระดับ
109-06/32 โดยมีผลตอบแทน 2.558%
ดอลล์ร่วงรับคาดการณ์ QE3 หลังยอดค้าปลีกลด -- ดอลลาร์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ
1 เดือนเมื่อเทียบกับเยนในวันจันทร์ หลังข้อมูลยอดค้าปลีกที่อ่อนแอของสหรัฐในเดือนมิ.ย.สนับสนุน
การคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (QE3)
เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้ ดอลลาร์อยู่ที่ 78.850 เยน เทียบกับระดับปิดตลาดวันศุกร์ที่
79.180 เยน ส่วนยูโรอยู่ที่ 1.2276 ดอลลาร์และ 96.790 เยน เทียบกับ ระดับปิดตลาดวันศุกร์ที่
1.2250 ดอลลาร์และ 96.990 เยน
คาดหวังมาตรการกระตุ้นศก.หนุนน้ำมันดิบพุ่งขึ้น -- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX
พุ่งขึ้นเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันในวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจากความหวังที่ว่าจีนและบางประเทศอาจดำ
เนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์
และจากข่าวที่ว่าเรือของกองทัพเรือสหรัฐที่อยู่นอกชายฝั่งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยิง
ใส่เรือขนาดเล็กลำหนึ่งที่ไม่ปฏิบัติตามคำเตือน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนส.ค.ทะยานขึ้น 1.33
ดอลลาร์ หรือ 1.5% มาปิดตลาดที่ 88.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทองขยับขึ้น 0.2% ขณะดอลล์อ่อนค่า -- ราคาทองสปอตที่ตลาดสหรัฐขยับขึ้น 2.66 ดอลลาร์
หรือ 0.2% สู่ 1,592.69 ดอลลาร์/ออนซ์ในวันจันทร์ท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่สงบเงียบ ใน
ขณะที่ดอลลาร์ได้รับแรงกดดันจากยอดค้าปลีกที่อ่อนแอของสหรัฐ และนักลงทุนรอฟังคำให้การของนายเบน
เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อสภาคองเกรส เพื่อดูว่านโยบายการเงินของสหรัฐ
จะมีทิศทางเป็นเช่นใด ทั้งนี้ ราคาทองส่งมอบเดือนส.ค.ที่ตลาด COMEX ปิดลบ 0.40 ดอลลาร์ ที่
1,591.60 ดอลลาร์/ออนซ์ และราคาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย.ปิดลดลง 4.80 เซนต์ ที่ 27.321
ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนที่ตลาด NYMEX ราคาพลาตินั่มส่งมอบเดือนต.ค.ปิดร่วงลง 17.90 ดอลลาร์ ที่
1,417.30 ดอลลาร์/ออนซ์ และราคาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย.ปิดลดลง 7.80 ดอลลาร์ ที่
577.85 ดอลลาร์/ออนซ์
SET:ปัจจัยจับตาการลงทุนวันนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลง-ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น
ต่างประเทศ
*ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับลงในวันจันทร์ โดยดัชนีดาวโจนส์ลบ 0.39% หลังการเปิดเผย
ยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย.ที่ลดลงเกินคาด เป็นสัญญาณความวิตกล่าสุดจากภาวะเศรษฐกิจ
ซึ่งถ่วงตลาดลงเล็กน้อย แต่ผลประกอบการของซิตี้กรุ๊ป ช่วยจำกัดการติดลบของตลาด
*วานนี้ ตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปรับขึ้น หลังนักลงทุนคลายวิตกต่อภาวะ
เศรษฐกิจของจีน หลังเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่สอดคล้องกับคาดการณ์ แต่วอลุ่ม
ซื้อขายไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนรอดูแถลงการณ์ของนายเบน เบอร์นันเก้ ต่อสภา
คองเกรสในวันอังคารและพุธนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย,
ฟิลิปปินส์ ต่างปิดในแดนบวก ขณะที่เวียดนาม ร่วงลง 0.72%
*ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดวานนี้ ทะยานขึ้น 1.33
ดอลลาร์ หรือ 1.5% ปิดที่ 88.43 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความหวังที่ว่าจีนและบาง
ประเทศอาจใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์
อ่อนค่า และจากข่าวที่ว่าเรือของกองทัพเรือสหรัฐ ที่อยู่นอกชายฝั่งประเทศสหรัฐ
อาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยิงใส่เรือขนาดเล็กลำหนึ่งที่ไม่ปฏิบัติตามคำเตือน
*ดัชนีค่าระวางเรือ(Baltic Dry Index) ปิดวานนี้ ลบ 8 จุด หรือ 0.72% สู่
ระดับ 1102 โดยระดับสูงสุดของปีนี้อยู่ที่ 1624 และระดับต่ำสุดของปีนี้อยู่ที่ 647
*กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยยอดค้าปลีกลดลง 0.5% ในเดือนมิ.ย.โดยลดลงเป็น
เดือนที่ 3 ติดต่อกัน และยอดค้าปลีกที่ไม่รวมรถยนต์ลดลง 0.4% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์
คาดไว้ว่า ยอดค้าปลีกจะเพิ่มขึ้น 0.2% ในมิ.ย.หลังลดลง 0.2% ในพ.ค. และ
ยอดค้าปลีกที่ไม่รวมรถยนต์จะทรงตัวในมิ.ย.หลังลดลง 0.4% ใน เดือนพ.ค.
เศรษฐกิจทั่วไป
*นายกรัฐมนตรี จะไปเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่าง
เป็นทางการวันที่ 17-21 ก.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อพัฒนาการประชาธิปไตย
และศักยภาพเศรษฐกิจไทย การพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน และบทบาทสำคัญ
ของไทยในภูมิภาคอาเซียน ที่กำลังจะเป็นประชาคมอาเซียนที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ
*"กิตติรัตน์"ระบุการตัดสินใจปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG หรือไม่ จะพิจารณาจากผลกระทบ
ต่ออัตราเงินเฟ้อ ว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมากจนกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ
หรือไม่ และยืนยันว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะปรับขึ้นราคา LPG หรือ
ไม่ แม้มีการแถลงนโยบายที่จะทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสะท้อนกลไกตลาดก็ตาม
*ส.อ.ท.เตือนรัฐบาลให้ทำแผนรับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งภาค
อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม โดยเฉพาะในภาคตะวันออก หลังมีหลายปัจจัยที่แสดง
ว่ามีแนวโน้มคล้ายเหตุการณ์ปี 47 ที่ฤดูฝนน้ำน้อยและเป็นสาเหตุของภัยแล้งปี 48
*ที่ประชุมครม.วันนี้ จะพิจารณาข้อเสนอกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการกำหนดราคาชี้นำ
ราคายางธรรมชาติ เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ เพราะเกษตรกรหลายพื้นที่
โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก กำลังไม่พอใจที่ราคายางตกไป
อยู่ที่ กก.ละ 80-93 บาท(นสพ.โพสต์ทูเดย์)
*ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตหนี้ยูโรโซน
ส่อแววว่าจะยืดเยื้อออกไป 5-10 ปี เพราะเป็นปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้ง
ทางด้านสถาบันการเงิน ภาคการคลัง หนี้สาธารณะ ตลาดแรงงาน รวมไปจนถึง
เรื่องการเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหานาน(นสพ.โพสต์ทูเดย์)
การเมือง
*ศาลอาญา มีคำสั่งออกหมายเรียก"ก่อแก้ว พิกุลทอง","ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ","วีระกานต์
มุสิกพงศ์" และ"อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง" แกนนำกลุ่มนปช.เพื่อไต่สวนในวันที่ 9 ส.ค.
กรณีอาจมีพฤติการณ์หมิ่นเหม่ จะผิดเงื่อนไขการให้ประกันตัว
*คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ มีมติเป็นเอกฉันท์ในการแต่งตั้ง "พล.ต.อ.อดุลย์
แสงสิงแก้ว" รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรักษาการเลขาธิการสำนักงาน คณะ
กรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็น ผบ.ตร. ตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ
*พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ระบุ ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเดินหน้าลงมติวาระ
สาม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 หรือไม่ โดยจะรอดูคำวินิจฉัยกลางและคำ
วินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพื่อนำมาวิเคราะห์และเป็นแนวทาง
ตัดสินใจอีกครั้ง
SET:คาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งขึ้น ทดสอบแนวต้าน 1,220 จุด, ยังเก็งกำไรหุ้นแบงก์
*นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ คาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้น โดยมองดัชนีฯจะขึ้นทดสอบ
แนวต้าน 1,220 จุดอีกครั้ง ทั้งนี้คาดว่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มแบงก์
จากคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/55 จะออกมาดี
*ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับลงในวันจันทร์ โดยดัชนีดาวโจนส์ลบ 0.39% หลังการเปิดเผย
ยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย. ที่ลดลงเกินคาดเป็นสัญญาณความวิตกล่าสุดจากภาวะเศรษฐกิจ
ซึ่งถ่วงตลาดลงเล็กน้อย แต่ผลประกอบการของซิตี้กรุ๊ป ช่วยจำกัดการติดลบของตลาด
*ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนส.ค.ปิดวานนี้ ทะยานขึ้น 1.33
ดอลลาร์ หรือ 1.5% ปิดที่ 88.43 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความหวังที่ว่าจีนและบาง
ประเทศอาจใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์
อ่อนค่า และจากข่าวที่ว่าเรือของกองทัพเรือสหรัฐ ที่อยู่นอกชายฝั่งประเทศสหรัฐ
อาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยิงใส่เรือขนาดเล็กลำหนึ่งที่ไม่ปฏิบัติตามคำเตือน
*วันจันทร์ต่างชาติ ซื้อสุทธิ 122.69 ลบ.จากวันศุกร์ ขายสุทธิ 1,121.78 ลบ.
*เช้านี้บาท/ดอลลาร์ อยู่ที่ 31.56/58 เมื่อวันจันทร์ อยู่ที่ 31.60/63
*นักวิเคราะห์มองแนวรับที่ 1,200 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,220 จุด
"วันนี้ น่าจะยังมีการเก็งกำไรหุ้นแบงก์ ที่เริ่มประกาศผลประกอบการไตรมาส 2
ซึ่งเราคาดว่า กำไรของกลุ่มจะทำนิวไฮในระดับไตรมาส" นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส กล่าว
เขากล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังมี momentum ในการปรับขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวาน
โดยมีหุ้นกลุ่มแบงก์นำตลาด ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับลงเมื่อคืนนี้ เชื่อว่ามีผลต่อตลาด
หุ้นไทยไม่มาก
ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญ
*ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันจันทร์ ปิดบวก 3.96 จุด หรือ 0.33% มาที่
1,214.25 ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 25,017.58 ล้านบาท
*ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เมื่อวันจันทร์ ปิดลบ 49.88 จุด หรือ 0.39% มาที่
12,727.21 และดัชนีแนสแดค ปิดลบ 11.53 จุด หรือ 0.4% มาที่ 2,896.94
*ตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ ส่วนใหญ่ปรับขึ้น โดยตลาดหุ้นสิงคโปร์ บวก 0.71%,
เกาหลีใต้ บวก 0.74%, ไต้หวัน บวก 0.35%, ฮ่องกง บวก 1.47% และตลาด
หุ้นญี่ปุ่น บวก 0.46%
จับตาหุ้น
*PTTEP คว้าดีลเทคโอเวอร์บริษัท Cove Energy หลังเชลล์ประกาศถอนตัวแล้ว
*TISCO ปรับเพิ่มเป้าสินเชื่อรวมปีนี้เป็น โต 18-20%, มองศก. H2 เติบโตดี
*CGS คาดกำไรสุทธิปีนี้ ไม่ต่ำกว่าปีก่อน, มาร์เก็ตแชร์ที่ราว 6%
*AOT นายกฯจะเร่งรัดงานก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2-รันเวย์ 3 ลดความแออัด
No comments:
Post a Comment